เหงือกอักเสบคือโรคเหงือกระยะแรกจากคราบจุลินทรีย์ ทำให้เหงือกแดง บวม และเลือดออกเวลาแปรงฟัน. ระยะนี้มักกลับเป็นปกติได้ด้วยการแปรงฟัน ทำความสะอาดซอกฟัน และขูดหินปูน. ถ้าปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์ที่ทำลายกระดูกรองรับฟัน.
เหงือกอักเสบ (gingivitis) คือโรคเหงือกระยะแรก เกิดจากคราบจุลินทรีย์ (plaque) ที่สะสมบริเวณขอบเหงือกจนเนื้อเหงือกเกิดการอักเสบ อาการที่พบบ่อยคือเหงือกแดง บวม และมีเลือดออกง่าย ข่าวดีคือศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าเหงือกอักเสบสามารถกลับเป็นปกติได้ด้วยการดูแลความสะอาดช่องปากที่ดีร่วมกับการดูแลจากทันตแพทย์
เหงือกอักเสบคืออะไร?
สถาบันวิจัยทันตกรรมและกะโหลกศีรษะแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIDCR) อธิบายว่าโรคเหงือกคือการติดเชื้อของเนื้อเยื่อที่ยึดฟันไว้ในตำแหน่ง โดยมีต้นเหตุจากคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นแผ่นเหนียวที่มีแบคทีเรียอาศัยอยู่ ถ้าคราบนี้ไม่ถูกกำจัดออก มันจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน (tartar) ซึ่งต้องให้ทันตแพทย์หรือบุคลากรทางทันตกรรมเป็นผู้ขูดออกเท่านั้น การแปรงฟันเองที่บ้านเอาหินปูนออกไม่ได้
พูดง่าย ๆ คือเหงือกอักเสบเป็นสัญญาณเตือนระยะต้นที่บอกว่าการทำความสะอาดตรงขอบเหงือกและซอกฟันยังไม่ทั่วถึง ยิ่งรู้ตัวเร็วและปรับการดูแลเร็ว โอกาสที่เหงือกจะกลับมาแข็งแรงก็ยิ่งมาก
อาการเหงือกอักเสบที่สังเกตได้มีอะไรบ้าง?
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุอาการของเหงือกอักเสบไว้ชัดเจน คือขอบเหงือกมีสีแดงและบวม และมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน ข้อมูลของ CDC ก็อธิบายในทำนองเดียวกันว่าเหงือกอักเสบคือภาวะที่เหงือกแดง บวม และมีเลือดออก
ในชีวิตประจำวัน คุณอาจสังเกตได้จากการเห็นเลือดปนในฟองยาสีฟันตอนบ้วนทิ้ง มีเลือดติดขนแปรงหรือไหมขัดฟัน ขอบเหงือกที่เคยแนบชิดฟันกลับดูบวมนูนขึ้น หรือเหงือกบางจุดโดยเฉพาะตรงซอกฟันมีสีแดงเข้มกว่าบริเวณอื่น ลองส่องกระจกในที่สว่างหลังแปรงฟันเป็นประจำ จะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น
ถ้าเลือดออกเป็นอาการเด่นที่ทำให้คุณกังวล รายละเอียดเรื่องสาเหตุและวิธีรับมืออ่านต่อได้ในคู่มือเลือดออกตามไรฟันตอนแปรงฟันของ THAYA ส่วนกรณีเหงือกบวมเพียงซี่เดียว มีบทความถาม-ตอบแยกไว้ให้โดยเฉพาะ
เหงือกอักเสบต่างจากโรคปริทันต์อย่างไร?
ทั้งสองภาวะเป็นโรคเหงือกเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความรุนแรง เหงือกอักเสบเป็นระยะแรกที่การอักเสบยังอยู่ที่เนื้อเหงือก ส่วนโรคปริทันต์อักเสบ (periodontitis) เป็นระยะที่ลุกลามลงไปถึงกระดูกที่รองรับฟัน CDC ระบุว่าโรคปริทันต์อักเสบเกี่ยวข้องกับการสูญเสียกระดูก และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียฟัน
สัญญาณที่บอกว่าอาจไม่ใช่แค่เหงือกอักเสบแล้ว ตามข้อมูลของกรมอนามัย ได้แก่ ฟันโยก เหงือกร่น มีกลิ่นปาก และมีหนองบริเวณเหงือก ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรพบทันตแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเองนาน ๆ
จุดที่ควรจำคือ NIDCR ระบุว่าโรคเหงือกระยะแรกที่มีเหงือกบวมและเลือดออกมักกลับเป็นปกติได้ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน แต่เมื่อโรคลุกลามแล้วต้องอาศัยการรักษาโดยทันตแพทย์ เช่น การขูดหินปูนและเกลารากฟัน (scaling and root planing) ช่วงที่ยังเป็นเหงือกอักเสบจึงเป็นช่วงที่ดูแลได้ง่ายกว่ามาก
การดูแลประจำวันช่วยได้อย่างไร?
เพราะต้นเหตุคือคราบจุลินทรีย์ การดูแลประจำวันจึงเน้นที่การกำจัดคราบออกให้ทั่วถึงทุกวัน โดยเฉพาะตรงขอบเหงือกและซอกฟันซึ่งเป็นจุดที่คราบสะสมง่าย หลักพื้นฐานคือแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ วางขนแปรงให้ชิดขอบเหงือก และทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันวันละครั้ง NIDCR ระบุว่าการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นวิธีที่ช่วยให้โรคเหงือกระยะแรกกลับเป็นปกติได้
ระหว่างที่ปรับวิธีแปรงขอบเหงือกและเริ่มใช้ไหมขัดฟันอย่างจริงจัง ให้ใช้แปรงขนนุ่ม แปรงเบามือ และทำให้สม่ำเสมอทุกวัน ถ้าดูแลต่อเนื่องแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรให้ทันตแพทย์ตรวจ ส่วนคำถามว่าควรหยุดแปรงตรงจุดที่เลือดออกหรือไม่ มีบทความถาม-ตอบแยกไว้ให้อ่านต่อ
น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงตัวเสริม ไม่ได้ใช้แทนการแปรงฟันและการทำความสะอาดซอกฟัน และไม่สามารถเอาหินปูนออกได้ ถ้าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ THAYA เช่น แปรงสีฟัน THAYA Extra Soft แพ็ก 6 ชิ้น หรือน้ำยาบ้วนปาก THAYA Herbal Mix Berry ให้ใช้ตามวิธีบนบรรจุภัณฑ์และตรวจสอบฉลากก่อนใช้ทุกครั้ง
ใครเสี่ยงเหงือกอักเสบมากกว่าคนอื่น?
กรมอนามัยระบุปัจจัยเสี่ยงของโรคเหงือกไว้ 3 ข้อหลัก คือแปรงฟันไม่สะอาด เป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ และสูบบุหรี่ ข้อมูลของ CDC สอดคล้องกันว่าการดูแลช่องปากไม่ดี เบาหวาน และการสูบบุหรี่ สัมพันธ์กับโรคเหงือกที่รุนแรง ส่วน NIDCR ระบุว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคเหงือก
หญิงตั้งครรภ์เป็นอีกกลุ่มที่ควรใส่ใจ สมาคมทันตแพทย์อเมริกัน (ADA) ระบุว่าเหงือกอักเสบพบได้บ่อยขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และการดูแลสุขภาพช่องปากทำได้อย่างปลอดภัยทุกช่วงของการตั้งครรภ์ จึงไม่ควรเลื่อนการพบทันตแพทย์ออกไปเพราะความกังวล
ผู้สูงอายุก็พบปัญหาเหงือกได้บ่อย กรมอนามัยอ้างอิงผลสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติปี 2560 ว่าคนไทยอายุ 60-74 ปี เป็นเหงือกอักเสบร้อยละ 48.6 และเป็นโรคปริทันต์อักเสบร้อยละ 36.3 ถ้าที่บ้านมีผู้สูงอายุ ลูกหลานช่วยสังเกตอาการเหงือกแดง บวม หรือเลือดออก และพาไปตรวจฟันตามนัดได้
ควรพบทันตแพทย์เมื่อไหร่?
ควรนัดพบทันตแพทย์เมื่อเหงือกยังแดง บวม หรือเลือดออกอยู่ แม้จะปรับวิธีแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันอย่างสม่ำเสมอแล้ว หรือเมื่อเริ่มมีสัญญาณของโรคที่ลุกลาม เช่น ฟันโยก เหงือกร่น มีหนอง หรือกลิ่นปากที่ไม่หายไป ทันตแพทย์จะตรวจว่าเป็นเพียงเหงือกอักเสบหรือลุกลามไปแล้ว และขูดหินปูนที่การแปรงฟันเองเอาออกไม่ได้
แม้ไม่มีอาการ กรมอนามัยก็แนะนำให้พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง การตรวจตามนัดช่วยให้พบปัญหาตั้งแต่ระยะที่ดูแลได้ง่าย สำหรับคำถามว่าเหงือกอักเสบหายเองได้ไหมและใช้เวลานานแค่ไหน หรือการบ้วนน้ำเกลือช่วยเรื่องเหงือกได้จริงหรือไม่ THAYA รวบรวมคำตอบไว้ในบทความถาม-ตอบแยกต่างหาก
สรุปแล้วควรจำอะไรบ้าง?
- เหงือกอักเสบคือโรคเหงือกระยะแรกจากคราบจุลินทรีย์ อาการหลักคือเหงือกแดง บวม เลือดออก
- ระยะนี้มักกลับเป็นปกติได้ด้วยการแปรงฟัน ทำความสะอาดซอกฟัน และขูดหินปูน
- ฟันโยก เหงือกร่น มีหนอง เป็นสัญญาณว่าอาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์
- คนสูบบุหรี่ เป็นเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์ ควรใส่ใจเหงือกเป็นพิเศษ
มีคำถามอะไรที่พบบ่อยบ้าง?
เลือดออกเวลาแปรงฟัน แปลว่าเป็นเหงือกอักเสบเสมอไหม?
ไม่เสมอไป เลือดออกเวลาแปรงฟันเป็นอาการที่พบบ่อยของเหงือกอักเสบ แต่ก็อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ถ้าแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันอย่างสม่ำเสมอแล้วเลือดยังออกต่อเนื่อง หรือมีอาการอื่น เช่น ฟันโยกหรือมีหนอง ควรให้ทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุ
ใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างเดียวแทนการแปรงฟันได้ไหม?
ไม่ได้ น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงตัวเสริม การกำจัดคราบจุลินทรีย์ตรงขอบเหงือกและซอกฟันยังต้องอาศัยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน ส่วนหินปูนที่แข็งตัวแล้วต้องให้ทันตแพทย์ขูดออก ถ้าใช้น้ำยาบ้วนปากควรใช้ตามวิธีบนฉลาก
หินปูนเกี่ยวข้องกับเหงือกอักเสบอย่างไร?
หินปูนคือคราบจุลินทรีย์ที่ไม่ถูกกำจัดออกจนแข็งตัว NIDCR ระบุว่าหินปูนต้องให้บุคลากรทางทันตกรรมเป็นผู้ขูดออกเท่านั้น การแปรงฟันเองเอาออกไม่ได้ ถ้ามีหินปูนสะสมตามขอบเหงือก การดูแลที่บ้านอย่างเดียวจึงอาจไม่พอ ควรไปขูดหินปูนตามคำแนะนำของทันตแพทย์
ตั้งครรภ์แล้วเหงือกอักเสบ ไปหาทันตแพทย์ได้ไหม?
ได้ ADA ระบุว่าการดูแลสุขภาพช่องปากทำได้อย่างปลอดภัยทุกช่วงของการตั้งครรภ์ และเหงือกอักเสบพบได้บ่อยขึ้นในช่วงนี้เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จึงควรแจ้งทันตแพทย์ว่ากำลังตั้งครรภ์ และไม่ควรเลื่อนการตรวจออกไปเพราะความกังวล


